โปรแกรม Hormone Replacement Therapy

ต้องการคำปรึกษา
แบบเฉพาะบุคคล

ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมดูแล
และให้คำแนะนำที่เหมาะกับคุณ

อาการเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม ทั้งที่ผลตรวจสุขภาพทั่วไปยังปกติอยู่ อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากการขาดสมดุลของระบบต่อมไร้ท่อ ทางการแพทย์จึงมีแนวทางการรักษาที่เรียกว่าโปรแกรม Hormone Replacement Therapy หรือ HRT คือการให้ฮอร์โมนทดแทนภายใต้การประเมินและติดตามของแพทย์ ซึ่งบทความนี้จะพาไปรู้จักว่า HRT คืออะไร ตรวจฮอร์โมนชนิดไหน และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

Table of Contents

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy คืออะไร

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy (HRT) คือ การการตรวจร่างกายและตรวจระดับฮอร์โมน เพื่อประเมินสุขภาพและวางแผนการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน เหมาะกับผู้ที่ต้องการประเมินภาวะสุขภาพก่อนวัยทองและดูแลสุขภาพระยะยาว รวมถึงผู้หญิงที่อยู่ในภาวะวัยทองที่สนใจติดตามระดับฮอร์โมน

อาการที่มักพบในผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนลดลง

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • นอนหลับไม่ดี
  • ช่องคลอดแห้ง แสบ เจ็บ หรือไม่สบายบริเวณช่องคลอด
  • อารมณ์แปรปรวนที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • การสูญเสียมวลกระดูกในบางรายที่มีความเสี่ยงกระดูกพรุน
  • ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายที่มีอาการและผลเลือดยืนยัน

ฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายด้านใดบ้าง

ฮอร์โมนเป็นสารสื่อสารที่ร่างกายสร้างขึ้นจากต่อมไร้ท่อ เพื่อส่งสัญญาณควบคุมการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ให้ทำงานอย่างสมดุล เมื่อระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในหลายด้าน เช่น การเผาผลาญพลังงาน การนอนหลับ อารมณ์และสมาธิ ระดับพลังงานและความเหนื่อยล้า มวลกล้ามเนื้อ ระบบสืบพันธุ์และสุขภาพทางเพศ เป็นต้น

ระบบฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง อาจแสดงออกผ่านอาการต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจระดับฮอร์โมนร่วมกัน เพื่อหาสาเหตุของอาการอย่างเหมาะสม

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy เหมาะกับใครบ้าง

โปรแกรม HRT เหมาะกับผู้ที่มีอาการหรือภาวะที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนลดลง และได้รับการประเมินจากแพทย์แล้วว่าประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยง ได้แก่

  • ผู้หญิงที่มีอาการผิดปกติในช่วงวัยหมดประจำเดือนหรือก่อนวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Hypogonadism)
  • ผู้ที่เหนื่อยง่าย นอนหลับไม่เต็มอิ่ม หรือมีภาวะเครียดสะสม
  • ผู้ที่ออกกำลังกายแล้วไม่ฟื้น กล้ามเนื้อลดลง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะกระดูกพรุน
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว
ทั้งนี้ การมีโรคประจำตัว เช่น โรคต่อมไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือการใช้ยาบางชนิด อาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนหรือการแปลผลตรวจได้ จึงควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบเพื่อการประเมินเพิ่มเติมและเลือกแนวทางการตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy ไม่เหมาะกับใคร

โปรแกรม HRT ไม่เหมาะกับทุกคน ก่อนเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน ควรได้รับการประเมินสุขภาพอย่างละเอียด พร้อมแจ้งประวัติโรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม ภาวะโรคเรื้อรัง และยาที่ใช้อยู่ เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและประเมินความเสี่ยงของการรักษาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้

  • ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งชนิดอื่นที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งรังไข่
  • ผู้หญิงที่มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
  • ผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่ยังไม่ได้รักษา

ทำไมต้องตรวจ Hormone Panel

การตรวจวัดระดับฮอร์โมนช่วยสะท้อนสมดุลการทำงานของร่างกายในด้านที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก การตรวจ Hormone Panel จึงช่วยให้เข้าใจความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และนำไปสู่การดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

  • ประเมินสุขภาพโดยรวม เพื่อประเมินระบบต่อมไร้ท่อ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเจริญเติบโต การเผาผลาญพลังงาน การสืบพันธุ์ การนอนหลับ อารมณ์ ความเครียด พลังงาน และการฟื้นฟูร่างกาย
  • ตรวจวัดฮอร์โมนสำคัญ เพื่อดูระดับของฮอร์โมนตัวสำคัญของร่างกายที่มีผลต่อร่างกายและอารมณ์ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามช่วงวัยหรือไม่

ข้อดีของการตรวจวัดระดับฮอร์โมน

การตรวจระดับฮอร์โมนช่วยให้แพทย์เข้าใจสมดุลของร่างกายในมุมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนตัวสำคัญ ๆ โดยเฉพาะ ข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้ร่วมกับการประเมินสุขภาพด้านอื่นด้วย เพื่อช่วยให้วางแผนการดูแลสุขภาพได้เหมาะสมมากขึ้น ดังนี้

  • ช่วยประเมินระดับฮอร์โมนสำคัญ เช่น ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนเพศ ตามช่วงวัยและอาการ
  • ช่วยแยกสาเหตุของอาการที่อาจคล้ายกัน เช่น เหนื่อยง่าย นอนไม่ดี อารมณ์แปรปรวน
  • วางแผนการใช้ฮอร์โมนทดแทนได้เหมาะกับแต่ละบุคคล
  • ช่วยในการเลือกชนิดและขนาดฮอร์โมนที่เหมาะสม
  • ติดตามผลลัพธ์และปรับการดูแลได้อย่างต่อเนื่อง
  • ให้แพทย์วางแผนการรักษาและปรับพฤติกรรมได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy ตรวจอะไรบ้าง

การทำ Hormone Panel Check Up จะช่วยประเมินสมดุลฮอร์โมน รวมถึงการทำงานของต่อมหมวกไตและระบบฟื้นฟูของร่างกาย ผ่านการตรวจฮอร์โมนต่อไปนี้

  • Thyroid Function Test เป็นการตรวจวัดระดับ FT3, FT4 และ TSH เพื่อประเมินต่อมไทรอยด์
  • DHEAS เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง เกี่ยวข้องกับพลังงาน ความเครียด
  • Total & Free Testosterone คือฮอร์โมนเพศชายทั้งหมดในเลือดและปริมาณฮอร์โมนอิสระ
  • Estrogen & Progesterone มีบทบาทต่อการควบคุมรอบเดือน อารมณ์ การสืบพันธุ์
  • SHBC เป็นโปรตีนที่บ่งบอกความสมดุลและการทำงานของฮอร์โมนเพศ
  • FSH & LH เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนเพศ
  • IGF-1 เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเซลล์ การสร้างกล้ามเนื้อ และการเผาผลาญ

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy ตรวจในผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันอย่างไร

แม้ผู้ชายและผู้หญิงจะตรวจฮอร์โมนรายการคล้ายกัน แต่แพทย์จะอ่านผลและแปลความหมายไม่เหมือนกัน เพราะร่างกายทำงานต่างกัน และมีจุดประสงค์ในการทำโปรแกรม HRT เพื่อแก้ปัญหาคนละด้านกัน ดังนี้
← →
รายการตรวจผู้ชายประเมินอะไรผู้หญิงประเมินอะไร
การตรวจต่อมไทรอยด์การเผาผลาญ และการทำงานของสมองความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมน
DHEASสมดุลฮอร์โมน และระบบเจริญพันธุ์สมดุลฮอร์โมน และระบบเจริญพันธุ์
Total & Free Testosteroneสมรรถภาพทางเพศ และมวลกล้ามเนื้อ
Estrogen & Progesteroneสมดุลของระบบฮอร์โมนเพศ
SHBCสุขภาพฮอร์โมนเพศรอบเดือน สมดุลของฮอร์โมนเพศ
FSH & LHอาการประจำเดือนผิดปกติ และภาวะวัยทอง
IGF-1ระดับโกรทฮอร์โมนระดับโกรทฮอร์โมน
 

รูปแบบของฮอร์โมนที่ใช้ใน Hormone Replacement Therapy

ฮอร์โมนทดแทนมีหลายรูปแบบ เช่น ชนิดรับประทาน ชนิดทาหรือเจล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ชนิดสอดหรือใช้เฉพาะที่ แพทย์จะเลือกโดยพิจารณาจากอาการ เพศ อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล สำหรับการรักษาในโปรแกรม Hormone Replacement Therapy ของคลินิก จะรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทนชนิดฉีด พร้อมติดตามระดับฮอร์โมนและประเมินผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอภายใต้การดูแลของแพทย์

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ

เพื่อให้แพทย์วางแผนการดูแลสุขภาพได้เหมาะกับแต่ละบุคคล ควรเตรียมตัวก่อนเช้ารับการตรวจดังนี้

  • งดอาหารและเครื่องดื่ม 8-12 ชั่วโมง
  • ก่อนเจาะเลือดสามารถจิบน้ำเปล่าได้
  • นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  • แจ้งแพทย์ในกรณีที่มีการใช้ฮอร์โมน ยาประจำตัว หรืออาหารเสริมเป็นประจำ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนตรวจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนวันตรวจ
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่หลวมสบาย แขนเสื้อไม่รัดแน่นจนเกินไป

ขั้นตอนการตรวจฮอร์โมน

การตรวจฮอร์โมนเป็นขั้นตอนที่ช่วยประเมินสมดุลฮอร์โมนในร่างกายภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยจะมีการซักประวัติสุขภาพ อาการที่กังวล โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงตรวจวัดข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความดันโลหิต น้ำหนัก ส่วนสูง หรือผลตรวจสุขภาพเดิม โดยขั้นตอนการตรวจมีดังนี้

  1. ซักประวัติและประเมินสุขภาพเบื้องต้น เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพ อาการที่กังวล รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมในการตรวจฮอร์โมนเพิ่มเติม
  2. เจาะเลือด เก็บตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำบริเวณข้อพับแขน ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที
    รอผลเลือดจากห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาประมาณ 3 – 7 วันทำการ
  3. ประเมินผลและวางแผนการรักษา แพทย์จะนำผลตรวจมาประเมินร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพ หากแพทย์ประเมินแล้วว่ามีความเหมาะสม อาจพิจารณาการรักษา เช่น การดูแลด้วยฮอร์โมนทดแทน
  4. ติดตามผลหลังเริ่มการรักษา อาจมีการนัดติดตามอาการ ผลการรักษา หรือพิจารณาตรวจเลือดซ้ำตามความเหมาะสม

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่ควรรู้

โปรแกรม Hormone Replacement Therapy มีประโยชน์ในการรักษาภาวะต่าง ๆ แต่ก็อาจมีอาการข้างเคียงบางอย่างได้ เช่น คัดตึงเต้านม บวมน้ำ คลื่นไส้ หรือน้ำหนักเปลี่ยนแปลง จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปจะอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นในไม่กี่วันหลังการทำ

แนวทางการปรับสมดุลฮอร์โมนในชีวิตประจำวัน

ร่างกายจะปรับสมดุลฮอร์โมนได้ดีเมื่อดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม แนวทางดูแลตัวเองหลังการให้ฮอร์โมนทดแทน ทำได้ดังนี้

  • มาตรวจสุขภาพตามที่แพทย์นัดหมายอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับพฤติกรรมการนอน ควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง
  • จัดการความเครียด ออกกำลังกายหรือหางานอดิเรกทำในยามว่าง
  • หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นอย่างบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนและเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของตัวเอง

คำแนะนำหลังตรวจฮอร์โมน

หลังทราบผลตรวจฮอร์โมน ไม่ควรอ่านค่าผลเลือดและตัดสินใจใช้ฮอร์โมนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อแปลผลอย่างละเอียด โดยควรปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด หากพบความผิดปกติ ควรปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และมาตรวจติดตามผล (Follow-up) เป็นระยะตามแพทย์นัด

คำถามที่พบบ่อยในการใช้ฮอร์โมนทดแทน

การใช้ฮอร์โมนทดแทนจัดว่าเป็นวิธีรักษาที่มีความปลอดภัยสูงภายใต้การดูแลจากแพทย์ โดยทั่วไปจะมีการติดตามผลหลังเริ่มรักษาประมาณ 3 เดือน และมีการติดตามประจำปี เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสม
โดยทั่วไปแพทย์อาจนัดติดตามในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังเริ่มใช้ฮอร์โมน เพื่อดูอาการ การตอบสนอง และผลข้างเคียง จากนั้นอาจติดตามทุก 6-12 เดือน หรือถี่กว่านั้นตามสุขภาพของแต่ละคน
ไม่ควรซื้อฮอร์โมนทดแทนมาใช้เอง เพราะฮอร์โมนมีผลต่อหลายระบบในร่างกาย และอาจเพิ่มความเสี่ยงในบางกลุ่ม ควรตรวจประเมินกับแพทย์ก่อนเริ่มใช้ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
ในช่วงแรกของการรักษา บางคนอาจมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย คัดตึงเต้านม บวมน้ำ ปวดศีรษะ หรืออารมณ์แปรปรวนได้บ้าง ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราว
ระยะเวลาการใช้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และดุลยพินิจของแพทย์ บางคนใช้ระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการวัยทอง บางคนอาจต้องใช้ต่อเนื่องตามข้อบ่งชี้เฉพาะ โดยควรประเมินความจำเป็นเป็นระยะ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีการติดตาม
หลังเริ่มโปรแกรม HRT ผู้รับการรักษาแต่ละคนอาจมีการตอบสนองแตกต่างกัน บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือการนอนดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้น โดยทั่วไปอาการอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในช่วงประมาณ 1–3 เดือน
หากระหว่างใช้ฮอร์โมนมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดศีรษะรุนแรง ขาบวมข้างเดียว ตามัวเฉียบพลัน หรือเลือดออกผิดปกติมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

สรุปโปรแกรม Hormone Replacement Therapy ดีอย่างไร

ก่อนเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน การตรวจประเมินสุขภาพและระดับฮอร์โมนถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วิเคราะห์สาเหตุของอาการ ประเมินความเหมาะสมในการรักษา และวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนหรือมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม แพทย์จึงจะพิจารณาแนวทางการรักษาที่สอดคล้องกับผลการตรวจและสุขภาพของผู้รับบริการ พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา